วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ประวัติ วันทานาบะตะ

ประวัติวันทานาบาตะ

วันทานาบาตะ..คือวันแห่งความรักและความ สุขสมหวังของดวงดาว 2 ดวง ดวงแรกมีนามว่า "โอริ ฮิเมะ" และดวงที่สองมีนามว่า "ฮิโกโบชิ" ตามความ เชื่อของคนญี่ปุ่นที่ได้เล่ากันต่อ ๆกันมาว่า ดวงดาวสองดวงนี้ต้อง พลัดพราก จากกันโดยมีทางช้างเผือก หรือที่คนญี่ปุ่นสมัยโบราณตั้งชื่อให้ว่า "อามาโน่ คาวา"
            ตามจินตนาการของคนสมัยโบราณจะมองเห็น ทางช้างเผือกที่มีดวงดาวนับร้อยนับพันดวงมารวมกัน เป็นทางยาวนั้นเขามอง เห็นเป็นเหมือน แม่น้ำสายใหญ่และตั้งชื่อให้ว่า "อามาโน่ คาวา"ซึ่งแปลตาม ศัพท์ตรง ๆว่า" แม่น้ำแห่งสวรรค์" และแม่น้ำสายนี้เป็นแม่น้ำสายที่ขวางกั้น ดวงดาวสองดวงให้ต้องพลัดพรากจากกัน แต่ในทุก ๆ ปี ของวันที่ 7 เดือน 7 (กรกฏาคม) ซึ่งเป็นวันที่ทางช้างเผือกจะออกมาปรากฏบนท้องฟ้าของ ประเทศ ญี่ปุ่นให้ได้เห็นกันในทุก ๆปีนั้น..จะเป็นวันที่ดวงดาวสองดวงคือ "โอริ ฮิเมะ" กับ "ฮิโกโบชิ" จะได้มีโอกาสได้มาพบกันสมดังใจที่คิดถึงและปรารถนาของทั้งสอง
              และในวันนี้ก็เป็นวันที่ให้กำเนิดพิธี "ทานาบาตะ" ขึ้นมาคนญี่ปุ่นจะเชื่อถือและเล่ากันต่อ ๆมาสู่ลูก ๆ หลาน ๆว่า"ให้ไปตัดต้นไผ่ นำมาปักไว้ในรั้ว บ้าน และให้เขียนคำอธิษฐานใส่กระดาษ นำไปผูกไว้ที่ต้นไผ่ที่ ตัดมา แล้วคำอธิษฐานอันนั้นก็อาจ จะได้ผลสมประสงค์สมดังใจปรารถนาเหมือน ๆ กับ      "โอริ ฮิเมะ" และ "ฮิโกโบชิ"ที่ได้สมหวัง และได้พบกันในวันนั้น..
         ทำไมคนญี่ปุ่นต้องอธิษฐานขอพรในวันนั้นกันหรือ ? แล้วทำไมจะต้องเอากระดาษคำอธิษฐานไปผูกติดไว้ที่ต้นไผ่ด้วยล่ะ ?
         เมื่อสมัยก่อนในวันที่ 7 เดือน 7 (กรกฏาคม) ของทุก ๆ ปีนั้น จะเป็นวันที่คนญี่ปุ่นจะมีพิธีบูชา " พระแม่คงคา " หรือมีชื่อเฉพาะอีกอย่างว่า " ทานาบาตะซึเมะ " ซึ่งในวันนี้พวกผู้หญิงจะทำการทอผ้า และจะนำไปบวงสรวงหรือเซ่นไหว้ ให้กับแม่คงคา เพื่ออธิษฐานขอให้พระแม่คงคาช่วยคุ้มครองอย่าให้เกิดหรือมีทุพภิกขภัยใด ๆ เกิดกับครอบครัวของพวกเธอในภายภาคหน้ากัน...
         พิธีการและธรรมเนียมการอธิษฐานขอพรทำนองนี้ ก็เกิดมีที่ประเทศจีนเหมือนกันชื่อ " โฮชิ มาซึรี (เทศกาลขอพรจากดวงดาว) " จะทำขึ้นในวันที่ 7 เดือน 7 (กรกฏาคม)ของทุก ๆ ปีเหมือนกับญี่ปุ่น จุดประสงค์ก็คล้าย ๆ กัน จะมีแตกต่างก็นิด หน่อย คือในวันนี้พวกผู้หญิงที่ประเทศจีนจะทำการอธิษฐานขอพรจากดวงดาวเพื่อขอให้ตนนั้น ทำการทอผ้าและเย็บผ้าร้อยเข็มได้เก่ง ๆ กัน...
            เล่ากันต่อ ๆ มาว่าพิธีการและธรรมเนียมการ อธิษฐานขอพร" โฮชิ มาซึรี (เทศการขอพรจากดวงดาว) " ของจีนนี้ ได้ตกทอดมาถึงญี่ปุ่นด้วย และรวมถึงว่าที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นก็ได้พอดีมีพิธีบูชา " พระแม่คงคา(ทานาบาตะซึเมะ) " ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่คล้าย ๆ กันอยู่ ดังนั้นในเวลาต่อมาประมาณในสมัยเอโดะพวกประชาชน พลเมืองทั้งหลาย จึงกำหนดให้มีธรรมเนียมการขอพรจากดวงดาวกันขึ้นมา ด้วยการเขียนคำ อธิษฐานขอพรที่ตัวเองต้องการใส่ลงไปในกระดาษแล้วจะนำไปผูกติดไว้ที่ต้นไผ่นั้นได้กำเนิด เกิดขึ้นและได้ทำสืบเนื่องต่อ ๆ กันมาจนปัจจุบันนี้นั่นเอง ..

                       


เรื่องเล่าสืบทอดกันมา
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วที่ฝั่งแม่น้ำด้านเหนือ ของ "อามาโน่ คาวา(ทางช้างเผือก)" บนสวรรค์มีลูกสาวของเทพผู้ครองสวรรค์ นางหนึ่งชื่อว่า "โอริ ฮิเมะ" นางสวยงามและขยันขันแข็งทำงานตัวเป็นเกลียว ไม่ยอมหยุด งานของ "โอริ ฮิเมะ" เป็น หน้าที่ประจำคือ "การทอผ้า" และผ้าที่ "โอริ ฮิเมะ" ทอนั้นก็สวยงามประณีตเป็นที่พึงพอใจของ หมู่เหล่าทวยเทพทั้ง หลายทุกถ้วนหน้า
         และการที่ผ้าที่"โอริ ฮิเมะ"ทอแล้วเป็นที่พึงพอใจ ของหมู่ทวยเทพทั้งหลายนั้น จึงทำให้"โอริ ฮิเมะ" ต้องทอผ้าอยู่ตลอดวันตลอดคืน แต่นางก็ขยัน ขันแข็งไม่เคยหยุดงานทอผ้าของนางเลย. .ความที่นางไม่เคยหยุดพัก ผ่อน
จึงเป็นเพราะการนี้ เทพผู้ครองสวรรค์ผู้เป็นบิดาก็ ให้เป็นห่วงและสงสารธิดามากจึงคิดที่จะให้นางได้มีคู่ครองนางจะได้มีความสุขเล็ก ๆน้อย ๆ บ้าง เทพผู้เป็นบิดาจึงประกาศหาคู่ให้กับ"โอริ ฮิเมะ" แล้วการเลือกคู่ของ"โอริ ฮิเมะ"ก็บังเกิด ขึ้น นาง ถูกตาต้องใจชายหนุ่มที่ชื่อ "ฮิโกโบชิ"มาก ชายหนุ่ม ผู้นี้เป็นคนเลี้ยงวัวอยู่ฝั่ง ด้านใต้ ของ "อามาโน่ คาวา (ทางช้างเผือก)" "ฮิโกโบชิ"เป็นชายหนุ่มที่ขยัน ขันแข็งไม่แพ้ไปจาก"โอริ ฮิเมะ" และที่สำคัญคือชายหนุ่มร่างกายกำยำและ สง่างามเป็นที่สุด..


         "โอริ ฮิเมะ" ถูกตาต้องใจและลุ่มหลงชายหนุ่ม "ฮิโกโบชิ"เป็นอันมาก.."ฮิโกโบชิ"ก็ดูจะถูกใจในตัว"โอริ ฮิเมะ"เหมือนกัน เทพผู้เป็นบิดา เห็น ว่าทั้งสองถูกตาต้องใจกันอย่างนั้น จึงจัดการให้ทั้งสอง ได้แต่งงานกันสมดังใจปรารถนา.. 
นับวันความรักของเจ้าหญิงกับฮิโกะโบชิก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทั้งคู่ละเลยงานของตนและใช้เวลาอยู่ด้วยกันตลอดเวลา จนทำให้บรรดาเทพต่างๆพากันเดือดร้อนจากการละเลยงานของเจ้าหญิง ถึงแม้จะได้รับคำตักเตือนจากเทพเจ้าแห่งสวรรค์แล้วก็ตาม ทั้งคู่ก็ยังไม่สามารถทุ่มเทเวลาให้กับงานของตนได้ ซึ่งทำให้เทพเจ้าแห่งสวรรค์โกรธมาก และส่งฮิโกะโบชิกลับไปยังอีกด้านไกลโพ้นของแม่น้ำแห่งสวรรค์ การจากกันนั้นทำให้เจ้าหญิงเสียใจ และเอาแต่ร้องไห้ทุกวัน
           

เมื่อ"ฮิโกโบชิ" โดนแยกจากไปแล้ว "โอริ ฮิเมะ" ก็ให้เป็นโศกเศร้าอาดูรที่ต้องพรัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักนางร่ำอาลัย "ฮิโกโบชิ"ผู้เป็นสามีสุด ที่รัก จนน้ำตาแทบจะเป็นสายเลือด เทพผู้เป็นบิดาเฝ้ามองความเศร้าโศกของนางทุกวันทุกคืน.. เทพผู้เป็นบิดาเห็นอาการ ของนางร้ายแรงแบบนั้นก็ให้เป็นสงสารนางอย่างสุดที่จะทนอยู่ได้ จึงบอก อนุญาตนางว่า "ในทุก ๆปีให้นางข้าม อามาโน่คาวา(ทางช้างเผือก)ไปพบ "ฮิโกโบชิ" ได้หนึ่งครั้ง แล้ววันนั้นก็คือวันที่ 7 เดือน 7 (กรกฏาคม)ของทุก ๆปี
         แล้วจากนั้นมา...ทั้งสองจึงได้เกิดมีความหวัง ว่าจะ ได้พบกันถึงแม้ว่าจะเป็น หนึ่งปีหนึ่งครั้งก็ตาม"โอริ ฮิเมะ"จึงกลับมา ขยันขันแข็งตั้งหน้าตั้งตา ทำงานทอผ้าของนางต่อเหมือนเดิม และในทุก ๆปี ของวันที่"อามาโน่ คาวา(ทาง ช้างผือก) จะ ออกมาปรากฏบนท้องฟ้านั้น ก็เป็นอันว่า "โอริ ฮิเมะ"และ"ฮิโกโบชิ" ก็จะได้มาพบกันสมดังใจ ปรารถนา

วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

หนังเก่าตอนเพิ่งเกิด (La Boum)

ลาบูม La Boum (The Party, ชื่อไทย: ลาบูมที่รัก) เป็นภาพยนตร์วัยรุ่นจากประเทศฝรั่งเศส ออกฉายครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2523 เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของโซฟี มาร์โซ นักแสดงหญิงชาวฝรั่งเศส ซึ่งเล่นเรื่องนี้ขณะอายุ 14 ปี ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นที่นิยมไปทั่วโลก และสร้างชื่อเสียงให้กับเธอ และมีภาคสองในสองปีต่อมา
ภาพยนตร์กล่าวถึง วิค เด็กสาววัย 13 ปี คุณพ่อเป็นทันตแพทย์ คุณแม่เป็นนักเขียนการ์ตูน คุณย่าเป็นนักดนตรี ครอบครัวของวิคเพิ่งย้ายมาจากเมืองอื่น ที่โรงเรียนใหม่เธอจึงไม่รู้จักใคร วันหนึ่งเธอไปงานปาร์ตี้ (ภาษาฝรั่งเศส: boum) และมีความรักเป็นครั้งแรกกับเพื่อนชายจากโรงเรียนเดียวกัน ภาพยนตร์กล่าวถึงความรักแบบใสบริสุทธิ์ของวัยรุ่น และปัญหาชีวิตคู่ของพ่อแม่ที่แต่งงานกันมานาน 15 ปี
ยุคนี้ Walkman คือของใหม่ยอดฮิต
เพลงประกอบภาพยนตร์ แต่งโดย Vladimir Cosma มีเพลงที่มีชื่อเสียงคือเพลง Reality


ร้องโดย Richard Sanderson